เป็นโรค ‘เอสแอลอี’ ใครว่ามีลูกยาก!

เป็นโรค ‘เอสแอลอี’ ใครว่ามีลูกยาก!เป็นโรค ‘เอสแอลอี’ ใครว่ามีลูกยาก!
เป็นโรค ‘เอสแอลอี’ ใครว่ามีลูกยาก!

เป็นโรค ‘เอสแอลอี’ ใครว่ามีลูกยาก!

โรคเอสเอสแอลอี (SLE) หรือ Systemic Lupus Erythematosus เป็นโรคของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ที่เกิดจากการแพ้ภูมิคุ้มกันของร่างกายตัวเองโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายทำลายเนื้อเยื่อของตัวเอง จนก่อให้เกิดอาการอักเสบไปทั่วร่างกาย โดยทั่วไปอาการของโรคเอสแอลอี ก็คือ อ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีไข้ เบื่ออาหาร ปวดท้อง ปวดข้อ และมีอาการของระบบต่างๆ ในร่างการ เช่น ผิวหนังอักเสบ เนื้อเยื่ออักเสบ ไตอักเสบ ภูมิต้านทานผิดปกติ เป็นต้น

โรคเอสแอลอี จะอันตรายมากยิ่งขึ้น หากผู้ป่วยกำลังตั้งครรภ์ เพราะ ผู้ที่เป็นโรคนี้ในขณะตั้งครรภ์ จะมีโอกาสเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษถึงร้อยละ 24 ซึ่งจะมีโอกาสแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า และยังมีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันปอด ต้องผ่าตัดฉุกเฉิน อาจตกเลือดหลังคลอด ทำให้คนท้องขณะเป็นโรคเอสแอลอีหลายคนต้องเสียชีวิตลง แต่ก็มีบางรายที่คลอดอย่างปลอดภัยทั้งแม่และลูก ในผู้ป่วยโรคเอสแอลอีที่เป็นผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ พบว่าโรคนี้จะไม่ทำให้เป็นหมัน สามารถมีลูกได้ตามปกติ แต่มีผู้ป่วยบางรายเท่านั้นที่เลือดไม่ไปเลี้ยงรังไข่ จึงทำให้มีลูกยาก แต่ในกรณีที่โรคอยู่ในช่วงสงบนานถึง 6 เดือน ก็สามารถตั้งครรภ์ได้ ซึ่งก็ควรจะปรึกษาแพทย์ก่อน

โดยจะมีข้อปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยที่อยากตั้งครรภ์ ดังนี้

  • ห้ามกินยารักษาโรคเอสแอลอีบางชนิดที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ เช่น ไซโคลฟอสฟาไมด์ และ เมโธเทรกเซท เพราะ ยาอาจทำให้ทารกพิการได้
  • ควรตั้งครรภ์เมื่อโรคสงบนานถึง 6 เดือน เพราะ เป็นช่วงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคกับแม่และทารกน้อยที่สุด แต่ถึงแม้จะมีอาการกำเริบ ก็พบว่ามียากลุ่มสเตียรอยด์ สามารถควบคุมโรคได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้ตั้งครรภ์
  • เมื่อตั้งครรภ์ ก็ควรฝากครรภ์ทันที เพื่อให้สูติแพทย์กับอายุรแพทย์ร่วมกันดูแล เฝ้าระวังการกำเริบของโรคและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

หากแต่ผู้ป่วยบางราย แม้จะอยากมีลูก ก็ไม่ควรจะมีลูก เพราะ บางรายอาจอยู่ในภาวะอันตราย เช่น มีอาการอยู่ในระยะโรคกำเริบ ไตอักเสบ ไตเสื่อม ไตวาย ซึ่งโรคเหล่านี้หากรักษาก็อาจทำให้เด็กในครรภ์พิการ แพทย์จะแนะนำวิธีคุมกำเนิดให้ เพื่อป้องกันการมีบุตร

แต่สำหรับผู้ป่วยที่มีโอกาสตั้งครรภ์โดยปราศจากภาวะแทรกซ้อน อัตราความปลอดภัยที่ลูกและแม่จะแข็งแรง ก็มีถึงร้อยละ 91 เลยทีเดียว

 

ดังนั้นการดูแลเอาใจใส่ขณะตั้งครรภ์ หากมีการเอาใจใส่เป็นอย่างดีทั้งแพทย์และผู้ป่วย ก็มีโอกาสสูงที่แม่และเด็กในครรภ์จะแข็งแรงและปลอดภัย แม้จะมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงแค่ไหน ก็สามารถผ่อนหนักให้เป็นเบาได้อย่างแน่นอน